การอนุรักษ์พลังงานโดยวิธี CIMBIT

 

               การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลด้าน

               การอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม

   

 Abstract

The research on the human resource development for effective energy conservation in designated factories aimed to study the current needs, supporting factors and obstacle factors. The information was used to develop the curriculum model of human resources development for effective energy conservation in designated factories.  The data were collected from related documents and researches including the focus group of qualified energy conservation needs of 8 people from the public and private sectors. The information was, then, used to define the objectives the content, format, and the method of evaluation. The curriculum has focused on technique and technology, motivation, teamwork, and the environment. These are the skills required for a personal responsible for energy (PRE) who is an organizational leader in the field of energy conservation. The curriculum has submitted to the 5 people of energy conservation field to assess the suitability. The developed training model was applied to train the target group of 30 people who responsible for energy (PRE).The result from the training was recorded and analyzed by the research statistics to find arithmetic mean, percentage, and T-test.

             The results of this research showed that the development of this training package can be summarized as a form of human resources development  for effective  energy conservation in designated factories called CIMBIT Model including C = Corporate Culture, I=Integrated Based Energy Conservation, M=Motivation, B=Behavior, I=International Standard Organization, T=Team Work. The main content was on the management activities in the organization together with energy conservation technique. The comparison of the participants’ scores showed that the average post-training score was higher than the average pre-training score at the statistically significant T-level of .05. The participants reported high satisfaction on the training model. It can be concluded that the curriculum model of human resources development for effective energy conservation in designated factories called CIMBIT Model can be applied for a variety of industries.

         Keywords :  Energy conservation, Personal Responsible for Energy(PRE),  CIMBIT Model

บทคัดย่อ

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุมมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน  ความต้องการ ปัจจัยสนับสนุน  ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและสร้างรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม   โดยศึกษาสภาพปัจจุบัน  ความต้องการ ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคจากการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร  งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการจัดสัมมนากลุ่มย่อยของผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิด้านการอนุรักษ์พลังงาน  จำนวน 8 คน จากภาครัฐและภาคเอกชน แล้วนำข้อมูลมากำหนดวัตถุประสงค์ สร้างเนื้อหา รูปแบบ วิธีการและการประเมินผล โดยเน้นหลักสูตรให้มีเนื้อหาครบถ้วนทั้งด้านเทคนิค  เทคโนโลยี  การสร้างแรงจูงใจ  การทำงานเป็นทีม  และด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้รับผิดชอบด้านพลังงานอันเป็นผู้นำด้านการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานในองค์กร นำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตรและพลังงานจำนวน   5  คน  เพื่อประเมินความเหมาะสมคู่มือฝึกอบรมซึ่งพบว่าหลักสูตรมีความเหมาะสม และใช้คู่มือฝึกอบรมดังกล่าวกับผู้รับผิดชอบด้านพลังงานซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา ดำเนินการอบรมและเก็บข้อมูลจากผู้ที่เข้ารับการอบรม หาค่าทางสถิติ เพื่อหาค่าประสิทธิภาพคู่มือฝึกอบรมและสรุปผลการวิจัย  ซึ่งผลการวิจัยปรากฏว่าจากการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมนี้ สามารถสรุปเป็นรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุมด้วย CIMBIT Model ซึ่งสามารถนำไปใช้สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมควบคุมได้หลายประเภท โดยเนื้อหาได้นำกิจกรรมด้านการจัดการบุคคลากรแต่ละระดับในองค์กรมาใช้ควบคู่กับการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่เป็นผู้รับผิดชอบด้านพลังงานมีความรู้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างดี จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังการฝึกอบรมสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการฝึกอบรมและความคิดเห็นที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

คำสำคัญ : การอนุรักษ์พลังงาน , ผู้รับผิดชอบด้านการอนุรักษ์พลังงาน , CIMBIT Model

 

บทความวิจัย

1. บทนำ

1.1  ที่มาและความสำคัญ

ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มของประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมทำให้มีความต้องการปริมาณไฟฟ้าจำนวนมหาศาล  ซึ่งจากสถิติการใช้พลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ปี  ค.ศ. 1987 – 2011  พบว่าประเทศไทยต้องการพลังงานไฟฟ้าและนำเข้าจากต่างประเทศสูงขึ้นทุกปี   ส่งผลให้ประเทศมักจะขาดดุลการค้าอยู่เสมอ   นอกจากนี้ การใช้พลังงานในปริมาณมากยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ

ทั้งนี้จากการสำรวจประสิทธิภาพการใช้พลังงานพบว่าประเทศไทยยังคงมีการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยอยู่จำนวนมาก ซึ่งแนวทางในการที่จะแก้ปัญหาเพื่อลดผลกระทบ  อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานทั้งในด้านเศรษฐกิจ  สังคม  และสิ่งแวดล้อมนั้นคือการส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะต้องอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญ  ได้แก่  การบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  การมีส่วนร่วมของบุคคลากรในองค์กรทั้งหมด  ตั้งแต่ระดับผู้บริหาร  ฝ่ายผลิต  ฝ่ายวิศวกรรม  ฝ่ายสนับสนุนอื่นๆ    เพื่อให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม

ในปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วน  โดยเฉพาะในอาคารหรือโรงงานขนาดใหญ่ที่มีการใช้พลังงานในสัดส่วนที่สูง โดยมุ่งเน้นการจัดการพลังงานทั้งในส่วนของเครื่องจักรและพฤติกรรมมนุษย์  โดยเฉพาะพฤติกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อการใช้พลังงานเป็นอย่างมาก  เนื่องจากมนุษย์เป็นสิ่งที่มีความซับซ้อนและต้องเป็นผู้ควบคุมหรือตัดสินใจในการดำเนินการเกี่ยวกับเครื่องจักร  ดังนั้นจึงถือได้ว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ย่อมส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานได้มากที่สุด  ซึ่งการที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของมนุษย์ในองค์กรได้นั้นจำเป็นจะต้องมีผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงานเป็นผู้ให้ความรู้และเป็นผู้นำในการดำเนินการด้านพลังงานในองค์กร   ประเทศไทยได้ออกพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานซึ่งอาศัยการนำวิธีการบริหารจัดการมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยหลักและเป็นผู้ใช้ปัจจัยอื่นๆ โดยการบริหารจัดการและการจูงใจบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาเข้าร่วมปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจ มีความรับผิดชอบ ทำงานเป็นหมู่คณะและมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ โดยอาศัยหลักการทางด้านวิชาการ มนุษย์สัมพันธ์และหลักการทำงานเป็นทีมคู่กันไปจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งผู้ที่หน้าที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนองค์กรและประสานงานต่างๆเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานนั้นก็คือ  ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน   ทั้งนี้ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานจำเป็นที่จะต้องมีความรอบรู้และทักษะต่างๆโดยเฉพาะทักษะการประสานงานกับบุคลากรแผนกต่างๆเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรร่วมมือกันช่วยอนุรักษ์พลังงานและเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาองค์กรด้านพลังงานจากการมีส่วนร่วมของบุคลากรทั้งองค์กรที่มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานเป็นผู้นำในการดำเนินการจึงควรมีการฝึกอบรมให้ครอบคลุมทุกส่วน  ไม่ว่าจะเป็น  ด้านเทคนิค   ด้านบริหาร  ด้านเทคโนโลยี  ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการจัดการบุคลากรในองค์กร  

               ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงานโดยใช้หลักสูตรฝึกอบรมที่ครอบคลุมทุกทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้รับผิดชอบด้านพลังงานโดยเฉพาะทักษะด้านการจัดการบุคลากรภายในองค์กร  เช่น  ทักษะการติดต่อประสานงาน  ทักษะการสื่อสาร  ทักษะการสร้างทีมงาน  ทักษะลดความขัดแย้ง และทักษะการสร้างแรงจูงใจ   เพื่อการอนุรักษ์พลังงานในองค์กรประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง

 1.2  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.2.1 เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม

 1.2.2 เพื่อศึกษาปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม

1.2.3 เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม

 

1.3  ประโยชน์ของงานวิจัย

ได้รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม

1.4  คำนิยามศัพท์

      การอนุรักษ์พลังงาน  หมายถึง  การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด

           ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน  หมายถึง บุคคลผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านพลังงานในอาคารหรือโรงงานควบคุมซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติและหน้าที่รับผิดชอบตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาตรา 13  14   และ 17

         พลังงาน หมายถึง ความสามารถในการทำงานซึ่งอยู่ในตัวของสิ่งที่อาจให้งานได้ ได้แก่พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสิ้นเปลือง และให้ความหมายรวมถึงสิ่งที่อาจให้งานได้ เช่น เชื้อเพลิง ความร้อน และไฟฟ้า เป็นต้น

         พลังงานที่ใช้ในการวิจัย  คือ  พลังงานไฟฟ้า  ซึ่งใช้ในชีวิตการทำงานประจำวันของบุคลากรทุกระดับ รวมถึงในกระบวนการผลิตและกระบวนการอื่นๆทั้งหมดที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม  ซึ่งได้แก่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า  ระบบแสงสว่างเครื่องจักรกลที่ใช้พลังงานในการขับเคลื่อน

         โรงงานควบคุม  หมายถึง โรงงานที่ได้รับอนุมัติจากผู้จำหน่ายให้ใช้เครื่องวัดไฟฟ้าหรือให้ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าชุดเดียวหรือหลายชุดรวมกันขนาดตั้งแต่  1,000  กิโลวัตต์ หรือ 1,175 กิโลโวลท์แอมแปร์ขึ้นไป  หรือโรงงานที่มีการใช้ไฟฟ้าจากระบบของผู้จำหน่ายพลังงาน   หรือของตนเอง  อย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันในปฏิทินที่ผ่านมา  มีปริมาณพลังงานตั้งแต่  20,000,000  เมกะจูลขึ้นไป

       โรงงานควบคุม  หมายถึง  โรงงานที่ต้องดำเนินการอนุรักษ์พลังงานตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  พ.ศ. 2535 

2. ระเบียบวิธีการวิจัย

2.1  กลุ่มตัวอย่างและประชากร

ประชากร ที่ใช้ในการวิจัยคือการสัมมนา ของ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักวิชาการและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์พลังงานจากหน่วยงานของมหาวิทยาลัย  กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หน่วยงานเอกชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน  ผู้วิจัยได้คัดเลือกและสุ่มตัวอย่าง โดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 8 คน

2.2  กลุ่มเป้าหมาย

            กลุ่มเป้าหมาย ที่ใช้ในการฝึกอบรมเป็นผู้รับผิดชอบด้านการอนุรักษ์พลังงานจากโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม  ผู้วิจัยได้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 30 คน เข้ารับการฝึกอบรม

2.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ

            2.3.1  แบบบันทึกความคิดเห็นจากการจัดสนทนากลุ่มย่อยของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสภาพปัจจุบันและความต้องการ ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม

            2.3.2  แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร

            2.3.3  แบบประเมินความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์และแบบทดสอบ

            2.3.4 แบบทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรม (Pre - test และ Post - test)

            2.3.5 แบบประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของหลักสูตรฝึกอบรม

 

 2.4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

2.4.1 จำนวนและค่าร้อยละ(Percentage)

            2.4.2 ค่าเฉลี่ย ( MEAN)

2.4.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

            2.4.4 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)

3. วิธีดำเนินการวิจัย

    งานวิจัยนี้เป็นการสร้างรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม ซึ่งแบ่งการดำเนินการวิจัยออกเป็น  2  ขั้นตอน  คือ   ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาหลักสูตร  และขั้นตอนการใช้หลักสูตรฝึกอบรม  มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

3.1  ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาหลักสูตร  

3.1.1 ศึกษาข้อมูลการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

3.1.2 จัดทำการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 8  คน  เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม เพื่อหาแนวทางการพัฒนาหลักสูตร

3.1.3  สร้างหลักสูตรฝึกอบรมโดยกำหนดหลักการวัตถุประสงค์  และหน่วยฝึกอบรม  อันประกอบด้วย  จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเฉพาะเรื่อง เนื้อหาสาระ กิจกรรมและวิธีการฝึกอบรม   สื่อประกอบการฝึกอบรม  การวัดและประเมินผล

3.1.4 สร้างแบบทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรม

3.1.5 ประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรฝึกอบรมและแบบทดสอบก่อนและหลังการฝึกอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาหลักสูตรและพลังงานจำนวน  5   คน

3.2  ขั้นตอนการใช้หลักสูตรฝึกอบรม

3.2.1  กำหนดขอบเขตการฝึกอบรมเพื่อกำหนด คุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ระยะเวลา สถานที่  และวิทยากร 

3.2.2 จัดเตรียมเอกสารประกอบการฝึกอบรม สื่อประกอบการฝึกอบรม แผนการฝึกอบรมสำหรับวิทยากร  แบบทดสอบและแบบประเมินความคิดเห็นสำหรับผู้เข้าร่วมฝึกอบรม

 3.2.3 ประชาสัมพันธ์หลักสูตรและกำหนดการฝึกอบรมให้แก่ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และโทรศัพท์

3.2.4 ดำเนินการฝึกอบรม

3.2.5 ประเมินผลสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนโดยใช้การทดสอบก่อนและหลังฝึกอบรม

3.2.5 ประเมินความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมอบรมที่มีต่อหลักสูตร

4.  ผลการวิจัย

4.1  ผลการสร้างและพัฒนาหลักสูตร  

4.1.1  หลักสูตรฝึกอบรม

เนื่องจากชุดฝึกอบรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม  คือ  ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน  ให้มีทักษะด้านการถ่ายทอดให้มีความรู้ด้านอนุรักษ์พลังงานแก่บุคลากรทุกระดับในองค์กร ดังนั้นจึงได้เน้นให้มีความรู้ทางทฤษฎีการสร้างแรงจูงใจ  การทำงานเป็นทีม พฤติกรรมของมนุษย์ และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงเทคนิควิธีการอนุรักษ์พลังงานในรูปแบบต่างๆ   เพื่อเป็นการเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้ผู้เข้ารับการอบรม โดยชุดฝึกอบรมประกอบไปด้วย  6  บทเรียนดังนี้

1. พฤติกรรมและการใช้พลังงานของมนุษย์ 

1.1  ธรรมชาติของมนุษย์ 

1.2  มนุษย์กับการใช้พลังงาน 

1.3  ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่อการอนุรักษ์พลังงาน

2. เทคนิคการสร้างแรงจูงใจ 

2.1  กฎมาสโลว์

2.2  การสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้บริหาร

2.3  การสร้างแรงจูงใจสำหรับหัวหน้างาน

 

2.4  การสร้างแรงจูงใจสำหรับพนักงานระดับปฏิบัติการ

3. การอนุรักษ์พลังงานแบบบูรณาการ

3.1  มาตรการอนุรักษ์พลังงานจากการใช้เทคโนโลยี 

3.2  มาตรการอนุรักษ์พลังงานจากการบำรุงรักษา 

3.3  มาตรการอนุรักษ์พลังงานจากการบริหารจัดการ

3.4  วิธีการติดตามและประเมินผลโครงการประหยัด

4. มาตรฐานด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม

4.1  หลักการแบบ P-D-C-A  ของเดมมิ่ง

4.2  ISO  50001    

4.3  ISO  14000

4.4  การบริหารจัดการน้ำในองค์กร 

5. การทำงานเป็นทีม 

5.1  ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

5.2  การสร้างทีมงาน

5.3  การบริหารความขัดแย้ง

6. การสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์พลังงานขององค์กร 

6.1  ความแตกต่างระหว่างการสร้างจิตสำนึกและการสร้างวัฒนธรรม

6.2  กิจกรรมการสร้างวัฒนธรรมองค์กร

                จากการพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวสามารถสรุปเป็นรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุมด้วย CIMBIT Model  ดังแสดงในภาพที่ 1

 

               ภาพที่ 1 รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานในอุตสาหกรรมควบคุมด้วย CIMBIT Model

ผลที่ได้จากการวิจัยคือ รูปแบบในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม  ได้ตามวงล้อCIMBIT Model คือ Behavior(B) กล่าวถึงวิวัฒนาการของมนุษย์และพลังงานตั้งแต่การกำเนิดโลก  พลังงานธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ  ได้แก่  พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม  พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานน้ำ  ความสามารถของมนุษย์ในการนำสิ่งต่างๆมาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนรูปพลังงานและสุดท้ายชี้ให้เห็นความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่อการอนุรักษ์พลังงาน  เพื่อลดต้นทุนและรักษาสิ่งแวดล้อม  Motivation(M) กล่าวถึงความหมายของการสร้างแรงจูงใจและพื้นฐานความต้องการของมนุษย์ที่ว่า  ความต้องการมีลำดับขั้น (Hierarchy  of  Needs)   ของ   Maslow  เพื่อแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีความต้องการและต้องได้รับการตอบสนอง  รวมถึงปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจเพื่อนำไปสู่พฤติกรรมการอนุรักษ์พลังงานให้กับองค์กร Team (T)กล่าวถึงหลักการสื่อสารสำหรับผู้รับผิดชอบด้านพลังงานเนื่องจากเป็นผู้ที่จะต้องทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ  ได้แก่  กระบวนการสื่อสาร  วิธีการสื่อสาร    อุปสรรคของการสื่อสาร  วิธีการสื่อสารให้มีประสิทธิผล   เพื่อให้บุคคลากรที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นคณะผู้รับผิดชอบด้านพลังงานขององค์กรทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและทำงานเป็นทีม  Culture(C) กล่าวถึงการอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืน  ความแตกต่างระหว่างการสร้างจิตสำนึกและการสร้างวัฒนธรรม   และยกตัวอย่างกิจกรรมในการดำเนินชีวิตในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นองค์กรในการอนุรักษ์พลังงาน  โดยกิจกรรมจะแบ่งเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการได้ทุกวัน  เช่น  ประชุมเรื่องพลังงานในช่วงเช้าก่อนเข้างาน  กิจกรรมศูนย์ข่าวสาร   กิจกรรมประจำเดือน  เช่น  การประกวดด้านพลังงานเพื่อชิงรางวัล  การค้นหาพนักงานดีเด่นด้านพลังงาน  กิจกรรมประจำปี  เช่น วันอนุรักษ์พลังงาน  เป็นต้น  โดยทุกกิจกรรมจะต้องสามารถประยุกต์กับตารางกิจกรรมของโรงงานเพื่อลดภาระของโรงงานในการดำเนินกิจกรรม ISO ( I ) กล่าวถึงหลักการแบบ P-D-C-A  ของเดมมิ่งและเชื่อมโยงไปถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พลังงาน  สิ่งแวดล้อม  และการบริหารจัดการน้ำ  เพื่อช่วยลดภาวะมลพิษที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ (Climate Chang) และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ   พร้อมมาตรฐานระดับนานาชาติ (ISO)  คือ อนุกรมเกี่ยวกับพลังงานคือ  ISO 50001 และอนุกรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมคือ ISO14000 Integrated based energy conservation ( I )กล่าวถึงความหมายของการอนุรักษ์พลังงานแบบบูรณาการที่มีทั้งการลดการใช้พลังงานจากเครื่องจักรและจากบุคลากร  โดยอาศัยมาตรการต่างๆที่ได้รับความนิยมและประสบผลสำเร็จจากกรณีศึกษาได้แก่มาตรการอนุรักษ์พลังงานจากการใช้เทคโนโลยี    มาตรการอนุรักษ์พลังงานจากการบำรุงรักษาแบบมีส่วนร่วม (TPM)   และมาตรการอนุรักษ์พลังงานจากการบริหารจัดการ  เช่น ไคเซ็น 5ส  QCC   รวมถึงวิธีการติดตามและประเมินผลโครงการประหยัดพลังงานที่เหมาะสมกับโครงการตามวิธีการมาตรฐานที่เป็นสากลเพื่อหาผลการประหยัดพลังงานที่น่าเชื่อถือได้

4.1.2 ผลการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร

            ทั้งนี้ผลจากการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน  5  คนพบว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมทั้ง  4  ด้าน คือ  ด้านเนื้อหาชุดฝึกอบรม  ด้านแผนการฝึกอบรม  ด้านสื่อประกอบการฝึกอบรม  และด้านแบบทดสอบ  โดยแสดงได้ดังตารางที่  1

 

ตารางที่  1  ผลการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร

 

รายการประเมิน

N

ค่าเฉลี่ย

S.D.

                ความหมาย

ด้านเนื้อหาชุดฝึกอบรม

5

4.12

0.07

มาก

ด้านแผนการฝึกอบรม 

5

4.19

0.11

มาก

ด้านสื่อประกอบการฝึกอบรม

5

4.24

0.15

มาก

ด้านแบบทดสอบ 

5

4.22

0.09

มาก

 

 

4.1.3 ผลการประเมินความเหมาะสมของแบบทดสอบ

ความเหมาะสมของแบบทดสอบวิเคราะห์ได้โดยผลการตรวจสอบความสอดคล้องของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมแต่ละบทเรียนกับข้อสอบแบบทดสอบจำนวน  46  ข้อ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตรและด้านพลังงานจำนวน  5  คนซึ่งผลการประเมินพบว่าแต่ละรายการมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มีค่าระหว่าง 0.40 – 1.00 ซึ่งได้คัดเลือกข้อสอบที่มีค่ามากกว่า  0.5  มาเป็นข้อสอบจริงจำนวน  30  ข้อ

4.2  ผลการประยุกต์ใช้หลักสูตรฝึกอบรม

4.2.1  การจัดฝึกอบรม

วิทยากร คือ  ผศ. ดร.ชัยยพล ธงชัยสุรัชต์กูล

วันเวลาฝึกอบรมคือวันพุธที่  17  ธันวาคม 2555

08.30 – 09.00 น.     ลงทะเบียน

09.00 - 09.30  น.     เปิดอบรม

09.30 – 10.15 น.     พื้นฐานความรู้ด้านการจัด     

                                การพลังงานจากคนและ

                                เครื่องจักร

10.15 – 10.30 น.     พักช่วงเช้า

10:30 – 12:00 น.     การสร้างวัฒนธรรมการ

                                อนุรักษ์พลังงานในองค์กรโดย

                                หลักการ CIMBIT

12:00 – 13:00 น.     พักอาหารกลางวัน

13:00 – 13:30 น.     แนวทางการใช้หลักการ

                               CIMBIT ภาคปฏิบัติ

13:30 – 15:00  น.    กิจกรรมกลุ่มระดมความคิด

15.00 – 15.30  น.    กิจกรรมกลุ่มนำเสนอ

15.30 -  15.50  น.    สรุป/ตอบคำถาม

15.50 -  16:00  น.    ปิดอบรม

สถานที่ฝึกอบรม : ห้อง 603 ชั้น 6  อาคาร 44 อาคารปฏิบัติการและประลองรวม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

 

            การฝึกอบรมครั้งนี้เป็นการเชิญผู้รับผิดชอบด้านพลังงานที่มีเวลาและสมัครใจมาเข้าร่วมฝึกอบรมเนื่องจากสนใจในหลักสูตรจำนวน 30 คน และวิทยากรที่ทำการฝึกอบรมเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการเป็นวิทยากรที่เป็นนักฝึกอบรมอาชีพ

หลักสูตรที่ใช้ในการฝึกอบรมครั้งนี้ คือ หลักสูตรการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม  ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาทั้ง  6  บทเรียน  ตามหลักของ CIMBIT  Model   ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น  โดยอบรมในลักษณะย่อซึ่งใช้หัวข้อการฝึกอบรมว่า “การสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์พลังงานในองค์กรโดยหลักการ  CIMBIT ”  ทั้งสิ้นจำนวน 1 วัน  โดยนำเสนอเนื้อหาทั้ง  6  บทเรียนตามหลัก CIMBIT  Model   ออกเป็น  3  ช่วง   ดังนี้

ช่วงที่  1 ให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานความรู้ด้านการจัดการพลังงานจากคนและเครื่องจักรครอบคลุมเนื้อหาของบทเรียนที่  1 พฤติกรรมและการใช้พลังงานของมนุษย์   บทเรียนที่  3  การอนุรักษ์พลังงานแบบบูรณาการ  บทเรียนที่  4  มาตรฐานด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม

ช่วงที่  2 ให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์พลังงานในองค์กรโดยหลักการ CIMBIT   เป็นการนำบทเรียนที่  1  ม าเชื่อมโยงกับเนื้อหาบทที่  2 เทคนิคการสร้างแรงจูงใจ   บทเรียนที่  5  การทำงานเป็นทีม  จนนำไปสู่บทเรียนที่  6  การสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์พลังงานขององค์กร 

ช่วงที่  3  เป็นการเสนอแนวทางการใช้หลักการ CIMBIT ภาคปฏิบัติ  โดยวิทยากรเป็นผู้เสนอแนะแนวทางเบื้องต้น  และผู้เข้าร่วมอบรมเป็นผู้ฝึกประยุกต์ใช้ผ่านกิจกรรมกลุ่มระดมความคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มโดยกิจกรรมกลุ่มนำเสนอ 

ทั้งนี้เหตุผลที่อบรมในลักษณะย่อโดยใช้หัวข้อการฝึกอบรมว่า “การสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์พลังงานในองค์กรโดยหลักการCIMBIT ”  ให้เหลือเพียงจำนวน 1 วัน  โดยครอบคลุมเนื้อหาทั้ง  6  บทเรียน  ตามหลักของ CIMBIT  Model  นั้นเพื่อที่จะให้หลักสูตรมีความกระชับและน่าสนใจสำหรับผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน  โดยการเรียบเรียงเนื้อหาที่ใช้นำเสนอจะมีความสอดคล้องและต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันทำให้ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาได้ง่ายและทำให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ง่ายยิ่งขึ้น 

4.2.2  ผลสัมฤทธิ์ในการฝึกอบรม

ผลสัมฤทธิ์ในการฝึกอบรมที่ได้จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างคะแนนแบบทดสอบก่อนการฝึกอบรม (Pre-test) และแบบทดสอบหลังการฝึกอบรม (Post-test) พิจารณาเป็นรายบทเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ในการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม ที่เข้าร่วมฝึกอบรมจำนวน 30 คน ได้ทำการทดสอบก่อนการฝึกอบรม (Pre-test) โดยได้คะแนนรวมเฉลี่ย 16.63 คะแนน จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน  และเมื่อทดสอบหลังการฝึกอบรม (Post-test)    ได้คะแนนรวมเฉลี่ย 25.70 คะแนนดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังการฝึกอบรมและก่อนการฝึกอบรม พบว่าคะแนนโดยเฉลี่ยหลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมเท่ากับ 9.07 คะแนน ซึ่งพิจารณาผลสัมฤทธิ์ในการใช้หลักสูตร พบว่า ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานที่เข้าร่วมฝึกอบรมมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงขึ้น  

 

4.2.3 ผลการประเมินความคิดเห็นของจากผู้เข้าร่วมฝึกอบรม

            ประเมินความคิดเห็นของผู้รับผิดชอบด้านพลังงานจำนวน  30  คน  โดยแบ่งเป็นหญิง  8  คน  ชาย  22  คน  อายุระหว่างต่ำกว่า  25 ปี ถึง  55  ปี  การศึกษาตั้งแต่ระดับ ปวส. – ปริญญาโท ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ต่ำกว่า  1  ปี  ถึง  25  ปี จากกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตเหล็ก  กลุ่มอสังหาริมทรัพย์  กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ  อุตสาหกรรมยานยนต์  อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ชนิดต่างๆ  เป็นต้น  ซึ่งจากการวิเคราะห์ความเหมาะสมของหลักสูตรจากผู้เข้าร่วมฝึกอบรมโดยมีรายการประเมินหลักสูตรทั้งหมด  15  ข้อ  ซึ่งได้ผลการประเมินดังตารางที่  3

 

ตารางที่  2  ระดับความคิดเห็นของผู้รับผิดชอบด้านพลังงานที่เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับความเหมาะสมของหลักสูตรการฝึกอบรม

รายการประเมิน

ค่าเฉลี่ย

S.D.

ความ

หมาย

หัวข้อการฝึกอบรมมีความน่าสนใจและสอดคล้องกับหลักสูตร

4.20

0.41

มาก

เนื้อหาการฝึกอบรมแต่ละหัวข้อเรื่องมีควาเหมาะสม

4.10

0.64

มาก

เนื้อหาหลักสูตรตรงตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

4.05

0.76

มาก

ความเหมาะสมของวิทยากรฝึกอบรมในภาพรวม

4.25

0.64

มาก

วิทยากรอธิบายเนื้อหาชัดเจนตามลำดับเนื้อหา

4.25

0.72

มาก

วิทยากรเปิดโอกาสให้ผู้

เข้าอบรมสอบถามและตอบปัญหาข้อคำถามได้ชัดเจน

3.9

0.72

มาก

เอกสารประกอบกฝึกอบรมอ่านเข้าใจง่าย

3.85

0.59

มาก

สื่อที่ใช้ในการฝึกอบรมมีความเหมาะสมกับเนื้อหา

3.85

0.59

มาก

สภาพของห้องที่ใช้ฝึกอบรมมีความเหมาะสม

3.55

0.81

มาก

โสตทัศนูปกรณ์มีความครบถ้วนสมบูรณ์ใช้งานได้ดี

4.10

0.64

มาก

แบบฝึกหัดและใบงานในแต่ละหัวข้อช่วยให้มีความ

รู้และทักษะเพิ่มมากขึ้น

3.95

0.51

มาก

แบบทดสอบหลังการฝึกอบรมมีความเหมาะสม

3.80

0.70

มาก

ระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกอบรมมีความเหมาะสม

3.90

0.79

มาก

หลังจากได้รับการอบรมได้รับความรู้และทักษะในการจัดทำหลักสูตรและชุดฝึกอบรมเพื่อสอน

งานปฏิบัติเพิ่มมากขึ้น

4.00

0.73

มาก

หลังจากได้รับการอบรมสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ในการจัดทำหลักสูตรและชุดฝึกอบรมได้จริง

3.95

0.69

มาก

 

           ผลการประเมินความคิดเห็นของผู้รับผิดชอบด้านพลังงานที่เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับความเหมาะสมของหลักสูตรการฝึกอบรม พบว่า ระดับความคิดเห็นของผู้รับผิดชอบด้านพลังงานที่เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับความเหมาะสมของหลักสูตรการฝึกอบรมโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.95 อยู่ในระดับมาก  ซึ่งมีข้อเสนอแนะอื่นๆ  ได้แก่  หลักสูตรที่ฝึกอบรมเป็นหลักสูตรที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นมากดังนั้นจึงควรมีกรณีศึกษาตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจเพิ่มมากขึ้น  ควรเพิ่มเวลาในการฝึกอบรม   วิทยากรมีความเป็นมืออาชีพที่สามารถถ่ายทอดและฝึกอบรมได้ดี  การอบรมครั้งนี้ช่วยให้พัฒนาเทคนิคและประสบการณ์ในการทำงานและการบริหารงานด้านพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

5.  สรุป

5.1 การอภิปรายผล

                จากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล และการสัมมนาโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและความต้องการ ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม พบว่าหลักสูตรส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้รับผิดชอบด้านพลังงานซึ่งเป็นผู้นำด้านการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานในองค์กรนั้นไม่มีทักษะที่เกี่ยวข้องกับการจัดการบุคลากรแต่ละระดับในองค์กรและทักษะอื่นๆ  ซึ่งมีความจำเป็นดังนั้นจึงได้สร้างหลักสูตรฝึกอบรมซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อหา  6 บทเรียน  คือ พฤติกรรมและการใช้พลังงานของมนุษย์  เทคนิคการสร้างแรงจูงใจ  การอนุรักษ์พลังงานแบบบูรณาการ  มาตรฐานด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม  การทำงานเป็นทีม  และการสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์พลังงานขององค์กร 

 ซึ่งสามารถสรุปเป็นรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุมด้วย CIMBIT Model  เมื่อนำเสนอหลักสูตรและแบบทดสอบซึ่งใช้ประเมินผลการฝึกอบรมต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเหมาะสมพบว่ามีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้พัฒนากลุ่มเป้าหมายเมื่อนำหลักสูตรไปใช้จริงพบว่าหลังจากผู้รับผิดชอบด้านพลังงานเข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้เพิ่มมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังเข้าฝึกอบรมโดยมีความคิดเห็นว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 

5.2  ข้อเสนอแนะการวิจัย

ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะอยู่ 2 ประการ คือ ข้อเสนอแนะ ทั่วไป  และข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไปดังนี้

        5.2.1  ข้อเสนอแนะทั่วไป

            1. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุมมีความสำคัญในการอนุรักษ์พลังงานและเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ดีต่อองค์กร   จึงควรให้ความสำคัญเพื่อให้บุคลากรต่างๆ ขององค์กรเข้ารับการฝึกอบรมและควรจัดให้มีการฝึกอบรมในองค์กรมากขึ้น

2.หลักสูตรที่สร้างขึ้นมาเป็นการประยุกต์ใช้กับผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน ซึ่งมีความรู้ ความชำนาญและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การนำไปใช้งานอาจขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของผู้เข้ารับการอบรม และวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร          

3. ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน เป็นผู้ที่มีอิทธิพลผลต่อการปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน ผู้บริหารระดับสูงควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาผู้รับผิดชอบด้านพลังงานเป็นหลักเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล  และกำหนดแนวทางการพัฒนาไว้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนในแผนงาน และให้การสนับสนุนการดำเนินงานและงบประมาณอย่างต่อเนื่อง

            4. ผู้บริหารควรให้ความสำคัญต่อผู้รับผิดชอบด้านพลังงานและกิจกรรมการฝึกอบรมต่างๆ และมีลำดับขั้นในการพัฒนาบุคลากร มีการติดตามผลและนำความรู้และทักษะที่ได้รับหลังผ่านการฝึกอบรมไปพัฒนางานด้านการอนุรักษ์พลังงาน

5. หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ใช้ได้ผลกับผู้รับผิดชอบด้านพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคุมได้ทุกกลุ่ม        

5.2.2  ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

            1. ควรมีการศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างแรงจูงใจ เนื่องจากสภาวะของโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความต้องการในเรื่องต่างๆจึงอาจมีการเปลี่ยนไป

            2. ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาสมรรถนะของผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน แต่ละระดับเพื่อกำหนดการออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมได้สอดคล้องมากขึ้น

            3. ควรมีการศึกษาวิจัยและติดตามผลโดยการนำหลักสูตรไปใช้กับการปฏิบัติงานจริงเพื่อประเมินผลการนำความรู้และทักษะไปใช้ปฏิบัติจริง      

 

 6.กิตติกรรมประกาศ

 วิทยานิพนธ์ ฉบับนี้ สำเร็จลุล่วงลงได้  ด้วยความกรุณาเป็นอย่างสูง  จากอาจารย์ ควบคุมวิทยานิพนธ์     ดร.มงคล หวังสถิตย์วงษ์และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชัยยพล ธงชัยสุรัชต์กูล ที่ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะข้อบกพร่องต่างๆด้วยความเมตตาอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำวิจัยตลอดมาผู้วิจัยมีความรู้สึกซาบซึ้งจึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้

ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิด้านการอนุรักษ์พลังงาน 8  ท่านที่กรุณาช่วยในการประเมิน ตรวจสอบ แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยงานวิทยานิพนธ์นี้ ได้แก่ นาย ศุภชัย ปัญญาวีร์, นาย กมล ตันพิพัฒน์  , อาจารย์ ดร.ทนง   ทองเต็ม, นายดนัย เอกกมล , อาจารย์มนัสวี  ฮะกีมี,  ผศ.ดร.กูสกานา กูบาฮา       ผศ. ดร. ติกะ บุนนาค , นายเฉลิมชัย เดชา               

ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ บิดา มารดา ที่ให้การสนับสนุนและเป็นกำลังใจที่ดีแก่ผู้วิจัยตลอดจน คณาจารย์ และผู้มีพระคุณทุก ๆ ท่าน อันเป็นที่เคารพรักที่ได้ประสิทธ์ประสาทวิชาความรู้ และคอยให้กำลังใจ ผู้วิจัยขออุทิศความดีให้กับ บิดา มารดาผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ. โอกาสนี้

ท้ายสุดนี้ผู้วิจัยหวังว่าการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติในการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ต่อไป

 

7.เอกสารอ้างอิง

(1) เกษม  วงศ์แสน. การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการอนุรักษ์พลังงานแบบบูรณาการสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ. ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต   สาขาวิชาไฟฟ้า ภาควิชาครุศาสตร์ไฟฟ้า  บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, 2550.

(2) ชุญาดา  เส้งโสตะ. สูตร & ฟังก์ชั่น Excel  ฉบับใช้งานจริงในสำนักงาน. กรุงเทพฯ : เฟิสท์ ออฟเชต (1993) ,2547.

(3) บุญชม  ศรีสะอาด.การวิจัยทางการวัดและประเมินผล.กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น, 2540.

(4) บุญธรรม  กิจปรีดาบริสุทธิ์. เทคนิคการสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัย (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ : บีแอนด์บีพลับลิสชิง, 2537.

(5) วัชระ  มั่งวิฑิตกุล. กระบวนการและเทคนิคการลดค่าใช้จ่ายพลังงานสำหรับอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม. กรุงเทพมหานคร : หจก. สามลดา, 2550

(6) วิชิต  สุทธิพร. การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อสร้างจิตพิสัยด้านพลังงาน. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์อุตสาหกรรมดุษฎีบัณฑิต สาขาวิจัยและพัฒนาหลักสูตร  ภาควิชาบริหารเทคนิคศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, 2550.

(7) สุรัตน์  พ่วงจีน. การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับหัวหน้างานเรื่องมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม  ISO  14001 กรณีศึกษาบริษัทซันแฟลค  (ประเทศไทย) จำกัด . ปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาแวดล้อมศึกษา  บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล, 2550.

(8) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน.สถิติด้านพลังงานของประเทศไทย. [ออนไลน์].  [สืบค้นวันที่ 28 ธันวาคม 2555].จาก http://www.eppo.go.th/info/cd-2012/index.html 

 (9) เอกชัย  กี่สุขพันธ์. การบริหารทักษะและการปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ 3 . กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ, 2538.

Visitors: 32,578